วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นกแก้ว

นกแก้ว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Psittacus torquata) แยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้มากกว่า 500 ชนิด มีพื้นเพที่อยู่อาศัยตั้งเดิมอยู่ในป่าทึบ ในเขตร้อนของประเทศ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หมู่เกาะมลายู แอฟริกา ทางใต้ของทิศ เหนือของอเมริกา อินเดีย นอกจากนี้แล้วยังพบทางแถบตะวันตกของอินเดียโดยทั่วไป นกในตระกูลนกแก้วนั้น มักมีความแตกต่างไปจากนกตระกูลอื่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ จงอย ปากตอนบนของนกแก้วสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่รวมกับหน้าผาก (ขากรรไกร) และมี ลักษณะเด่นได้แก่ ปากคมแข็ง จงอยปากงุ้มเข้าโคนใหญ่ปลายแหลมน่ากลัว เท้ามีนิ้วข้าง หลังสองนิ้วและข้างหน้าสองนิ้วทุกนิ้วมีเล็บที่แหลมคม สามารถใช้เท้าจับกิ่งไม้ได้เหนียวแน่น ปีนป่ายคันไม้ได้เก่งเป็นพิเศษ และในบางโอกาสยังสามารถจับฉีกอาหารได้ด้วย ปาก ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ขนเป็นสีเขียว สามารถ นำมาฝึกสอนให้พูดภาษาของมนุษย์ได้แทบทุกชนิด
สำหรับรังและที่อยู่อาศัยของนกแก้วโดยทั่วไปมักอยู่ตามในโพรงไม้ หรือโพรงหิน ไม่นิยมใช้วัสดุต่าง ๆ ทำรัง นกจากนกแก้ว เควเคอร์(Quaker Parrakeet) และ นกแก้ว อัฟเบริด์ (Lovebirds) นกแก้วทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมทำรังโดยใช้แขนงหรือกิ่งไม้เล็ก ๆ เศษ หญ้า เปลือกไม้โดยนำมาสานประกอบขึ้นเป็นรังเป็นนกปากงุ้มเป็นขอในวงศ์ Psittacidae ตัวสีเขียว ปากแดง อยู่รวมกันเป็นฝูง กินเมล็ดพืชและผลไม้ ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น นกแก้วโม่ง (Psittacula eupatria) แก้วหัวแพร (P. roseata) นกมาคอว์ อาหารที่ชอบกินคือผลไม้ โดยนกแก้วมีหลายชนิดและมีสีสดใส ส่วนมากเราจะเห็นนกแก้วมีสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า

นกขุนทอง


นกขุนทอง หรือนกเอี้ยงคำ เป็นนกที่พูดเก่งไม่แพ้นกตระกูลนกแก้ว แถมยังเลี้ยงง่ายเข้ากับสภาพธรรมชาติ เป็นที่นิยมเลี้ยงโดยทั่วไปในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป ซึ่งในปัจจุบันราคาของนกขุนทองเพาะในอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 30,000 - 40,000 บาท นกขุนทองอยู่ในวงศ์เดียวกับนกเอี้ยง นกในตระกูลนี้ได้แก่
  1. นกเอี้ยงสาริกา (Common Myna)
  2. นกเอี้ยงหงอนหรือเอี้ยงคำ (Crested Myna)
  3. นกเอี้ยงด่าง (Pied Starling)
  4. นกเอี้ยงนวล (Jerdon's Starling)
  5. นกกิ้งโครงคอดำ (Black - Collared Starling)
  6. นกขุนทองหรือนกเอี้ยงดำ (Hill Myna)

นกขุนทอง หรือนกเอี้ยงคำ เป็นนกที่พูดเก่งไม่แพ้นกตระกูลนกแก้ว แถมยังเลี้ยงง่ายเข้ากับสภาพธรรมชาติ เป็นที่นิยมเลี้ยงโดยทั่วไปในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป ซึ่งในปัจจุบันราคาของนกขุนทองเพาะในอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 30,000 - 40,000 บาท นกขุนทองอยู่ในวงศ์เดียวกับนกเอี้ยง นกในตระกูลนี้ได้แก่
  1. นกเอี้ยงสาริกา (Common Myna)
  2. นกเอี้ยงหงอนหรือเอี้ยงคำ (Crested Myna)
  3. นกเอี้ยงด่าง (Pied Starling)
  4. นกเอี้ยงนวล (Jerdon's Starling)
  5. นกกิ้งโครงคอดำ (Black - Collared Starling)
  6. นกขุนทองหรือนกเอี้ยงดำ (Hill Myna)
ลักษณะทั่วไป
  • ความยาว : มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 27-80 เซนติเมตร (วัดจากจะงอยปากถึงปลายหาง)ลูกนกขุนทอง
  • สี : ขนทั่วตัวมีสีดำเหลือบอมน้ำเงิน หรือสีดำเหลือบเขียว บริเวณหัว ต้นคอ และ หน้าอกจะมีสีม่วงเงา ๆ บริเวณปลายปีกด้านล่างจะมีขนสีขาวแซม ซึ่งจะเห็นได้ชัดเวลาบิน ขนหางจะเป็นมันเงาสีเขียวขุ่น ๆ ขาและเท้าจะเป็นสีเหลือง ในลูกนกจะมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัย แต่ขนจะไม่เป็นมันเงา จะมีเหนียงขนาดเล็กสีแดงและสดที่ด้านข้างของใบหน้าใต้ตา และมีเหนียงขนาดใหญ่ สีเหลืองสดคลุมทั่วท้ายทอย หนามีสีส้มอมแดง หรือสีเหลืองอมส้ม
  • นัยน์ตา มีสีน้ำตาล
  • ลำตัว มีลักษณะป้อม หางสั้น ปีกแหลมยาว เท้าแข็งแรง
ข้อสังเกต
  • เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะเหมือนกัน ไม่สามารถดูได้จากตาเปล่า จะต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ เช่น DNA sexing, การตรวจเลือด
  • นกขุนทองมีอายุประมาณ 10-20 ปี
  • ในประเทศอินเดียทางตะวันออกเฉียงเหนือนิยมนำนกขุนทองมาทำแกงเผ็ด ซึ่งถือเป็นอาหารจานโปรดของคนในแถบนั้น
  • สถานะเป็นนกประจำถิ่น เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535

สายพันธุ์
  • Kingdom : Animalia
  • Phylum : Chordata
  • Class : Aves
  • Order : Passeriformes
  • Family : Stumidae
  • Genus : Gracula
  • Species : Gracula religiosa
นกขุนทองที่เป็นที่รู้จักสามารถแยกออกมาได้ 12 ชนิดย่อย ได้แก่
ชื่้อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) : Gracula religiosa ptilogenys
ชื่อสามัญ (Common names) :Ceylon Mynah, Sri Lanka Mynah
สถานที่พบ : พบที่ป่า Humid ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นแถบป่าทึบที่ระดับความสูง 6,000 ฟุต
ข้อสังเกต : เป็นนกขุนทองที่มีขนาดเล็กที่สุด มีความยาวประมาณ 8.5 นิ้ว Sri Lanka mynah เป็นนกชนิดเดียวในจำนวนนกขุนทองทั้งหมดที่ไม่มีเหนียงบริเวณใบหน้า แต่จะมีเหนียงที่คอ เป็นนกที่พูดเก่งและมีความกระตือรือร้น

นกสวยงาม

นกฟินซ์เจ็ดส (Lady Gouldian Finch) หรือ นกสายรุ้ง (Rainbow Finch) มีถิ่นกำเนิด จากทวีปออสเตรเลีย  ทางตอน เหนือของทวีป  เป็นนกพื้นเมืองที่หากินในทุ่งหญ้าซาวันน่า   สภาพอากาศ ร้อนในตอนกลางวัน  อุณหภูมิ ประมาณ 35-40 องศาเซนเซียส      อยู่รวมฝูงเป็นสังคมนก  ถ้าเทียบกับ เมืองไทย  อยู่ใน วงศ์เดียวกับ นกกระจาบ  เช่น นกกระติ๊ดขี้หมู  ซึ่งเห็นได้ง่าย ๆ แม้แต่ในเมืองกรุง  เขาจะบินกันมาเป็นฝูง เกาะ ยอดหญ้า หาเมล็ดหญ้า กิน อย่างเพลิดเพลิน นกฟินซ์ชนิดเดิมมีลำตัว หลัง ปีก เป็นสีเขียว ต่อมาได้ถูกนำไปพัฒนาสายพันธุ์ จนได้นกที่มีความแตกต่างไปจากธรรมชาติ เช่น ลำตัว จะมีสีเขียวอ่อน เหลืองอมเขียว เหลือง ฟ้า ฟ้าอ่อน เงิน และขาว ลำตัวแต่ละสี ก็สามารถ แยกย่อยได้อีก ตามสีของใบหน้าหรือหัวนก ซึ่งมีอยู่ 3 สี เช่นเดียวกันคือ หัวดำ หรือหน้าดำ,หัวแดง หรือหน้าแดง และหัวเหลือง หรือหัวส้ม ให้อาหารเป็นเมล็ดข้าวชนิดต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก เช่น เมล็ดข้าวผสมของนกคีรีบูน ข้าวฟ่าง ดอกหญ้าชนิดต่างๆ